- สำนักงานก.ล.ต. ไทยและ EKRAF ของอินโดนีเซียนำหน่วยงานกำกับดูแลของทั้งสองประเทศขึ้นเวทีเดียวกัน
- SCBX, Bitkub และ Ascend Bit เข้าร่วมกับ Circle, Tether และ Solana Foundation ณกรุงเทพฯ
- โปรแกรมสองวันที่ ICONSIAM Hall จัดควบคู่กับการประชุมแบบปิดและ AI Hackathon
กรุงเทพฯ, 27 พฤษภาคม 2569 /PRNewswire/ -- Southeast Asia Blockchain Week 2026 (SEABW 2026) ซึ่งจัดร่วมกันโดย Hashed บริษัทเงินร่วมลงทุนด้าน Web3 ระดับโลก (CEO Simon Seojoon Kim) และ ShardLab (CEO Hojin Kim) ได้สิ้นสุดลงหลังจัดงานตลอดสองวันที่ ICONSIAM Hall กรุงเทพฯ ภายในงานมีการรวมตัวของหน่วยงานกำกับดูแลจากไทยและอินโดนีเซีย ผู้บริหารจาก SCBX, Bitkub และ Ascend Bit รวมถึงบริษัทระดับโลกอย่าง Circle, Tether และ Solana Foundation สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากยุคแห่งการทดลอง สู่การยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับสถาบันอย่างจริงจัง
SEABW 2026 ปิดที่กรุงเทพฯ ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนจากความทดลองไปสู่การยอมรับจากรายองค์กร
โปรแกรมของงานถูกออกแบบภายใต้ 5 ธีมหลัก ได้แก่ Regulatory Frontier, Institutional Verticalization and the Great Convergence, RWA 2.0 and the Industrialization of Tokenization, Agentic Economy และ Base Layer Imperative โครงสร้างของงานได้ตอกย้ำว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่เพียงตลาดเกิดใหม่รอบนอก แต่เป็นภูมิภาคที่การยอมรับ Web3 ในระดับโลกกำลังถูกทดสอบและนำไปใช้งานจริง
เวทีด้านนโยบายได้รับการนำโดย Butree Vangsirirungruang ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SEC Thailand), สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDA) และ Muhammad Neil El Himam รองด้าน Digital and Technology Creativity จากกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์อินโดนีเซีย (EKRAF) การนำสองตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นสู่เวทีเดียวกันถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของงานครั้งนี้
จากภาคอุตสาหกรรมไทย Kaweewut Temphuwapat (CIO, SCBX / CEO, SCB 10X), Atthakrit Chimplapibul (ผู้ร่วมก่อตั้ง Bitkub) และ Apinand Dabpetch (กรรมการผู้จัดการ Ascend Bit บริษัทบล็อกเชนภายใต้ True Money ในเครือ CP Group) ได้ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของไทย โดยมี David Katz รองประธานฝ่าย Strategy and Public Policy ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Circle รวมถึง Ploy Boonyavee และ Eddy Christian Ng ผู้บริหารประจำภูมิภาคของ Tether เข้าร่วม พร้อมด้วยองค์กรอย่าง StraitsX, Ripple, BitGo, Anchorage Digital, Canton, Avalanche, Solana Foundation, Xapo Bank, Token X และ AWS ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้าน custody, payments, tokenization และ AI
นอกเหนือจากเวทีหลัก SEABW 2026 ยังจัดการประชุมแบบปิด (closed-door roundtables) จำนวน 4 หัวข้อ ครอบคลุมเรื่อง RWA tokenization และ settlement, การนำผลิตภัณฑ์ tokenized สู่ตลาด, การใช้งาน AI และ Web3 ในระดับสถาบัน รวมถึงระบบ settlement ด้วย stablecoin นอกจากนี้ งานยังแตกต่างจากรูปแบบการประชุมทั่วไป ด้วยการแสดงของวง K-pop "tripleS" ภายใต้การดำเนินงานของ Modhaus ซึ่งเปิดให้ผู้ถือ NFT สามารถโหวตการตัดสินใจต่าง ๆ ของวงผ่านระบบ on-chain fan governance สะท้อนการบรรจบกันของวัฒนธรรมดิจิทัลและ Web3 ในเอเชีย
SEABW 2026 ยังเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน SEABW AI Hackathon ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับนักพัฒนาภายใต้แนวคิด "Solve a real-world problem around you with AI" โดยมีทีมเข้าร่วมแข่งขันกว่า 92 ทีมจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ๆ รางวัลชนะเลิศตกเป็นของ BEBRIDGE สำหรับโปรเจกต์ RWANDA ซึ่งเป็นระบบจัดอันดับที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับวิเคราะห์รายงานตรวจสอบ RWA และประเมินระดับความน่าเชื่อถือของแต่ละโทเคน เพื่อช่วยให้นักลงทุนรายย่อยสามารถประเมินความเสี่ยงในการ de-pegging ได้ล่วงหน้า
ผู้สนับสนุนของงานครอบคลุมตลอดทั้ง ecosystem ระดับสถาบัน โดยฝั่งไทยได้รับการสนับสนุนจาก SCBX, SCB 10X และ InnovestX รวมถึงแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนอย่าง Bitkub และ Bitazza Thailand และแพลตฟอร์ม tokenization อย่าง Token X ขณะที่พันธมิตรระดับโลกประกอบด้วย Tether, Solana Foundation, Xapo Bank, AWS, SOOHO.IO, AriqoX, Tiger Research และ StayGold
Ruam Siratanapanta หัวหน้าธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของ SCBX กล่าวว่า
"SCBX มีความภูมิใจที่ได้สนับสนุน Southeast Asia Blockchain Week ร่วมกับ Hashed และ ShardLab อย่างต่อเนื่อง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการใช้งานจริงกำลังเริ่มบรรจบกัน และ SEABW ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับนักพัฒนา สถาบัน และผู้กำหนดนโยบายที่กำลังกำหนดอนาคตดังกล่าว"
ด้าน Hojin Kim CEO ของ ShardLab กล่าวว่า
"มีเพียงไม่กี่ตลาดที่ความชัดเจนด้านกฎระเบียบและแรงผลักดันจากสถาบันกำลังเติบโตไปพร้อมกัน และกรุงเทพฯ อยู่ตรงจุดตัดนั้นอย่างชัดเจน เมื่อสินทรัพย์ดิจิทัลและ AI กำลังหลอมรวมเข้าสู่ agentic economy เดียวกัน หน้าที่ของเราคือการนำหน่วยงานกำกับดูแล สถาบัน และนักพัฒนามาอยู่ในห้องเดียวกัน เพื่อให้การยอมรับในระยะต่อไปของภูมิภาคนี้ถูกกำหนดผ่านการพูดคุย ไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน"

ภาษาไทย
English
แสดงความคิดเห็น