• ZTE จัดแสดงโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโทเคน (token efficiency) และลดต้นทุนต่อโทเคนให้เหลือน้อยที่สุด ผ่านการผสานการทำงานอย่างลึกซึ้งขององค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ SuperPod ระบบอนุมานที่มีความคุ้มค่าด้านต้นทุนอย่างสูง และ AIDC ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงสุด
  • ZTE เปิดตัว NewStart AIOS และวางตำแหน่งให้เป็น "รากฐานทางเทคโนโลยีในยุค AI"
  • ZTE ได้ผลักดันการบูรณาการ AI เข้ากับเครือข่ายที่มีอยู่ในปัจจุบันในเชิงลึก ด้วยการยกระดับสถาปัตยกรรมและนวัตกรรมสำหรับสถานการณ์การใช้งานที่สำคัญ เพื่อสร้างเครือข่ายการสื่อสารยุคถัดไป โดยมีขีดความสามารถแบบ AI-native เป็นศูนย์กลาง

เซี่ยงไฮ้, 26 มิถุนายน 2569 /PRNewswire/ -- ZTE Corporation (0763.HK / 000063.SZ) ผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแบบบูรณาการชั้นนำระดับโลก ได้จัดแสดง AI Factory ที่ได้รับการปรับให้มีต้นทุนการเป็นเจ้าของรวม (TCO) ที่เหมาะสมที่สุด ระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนด้วย AIOS ซึ่งครอบคลุมแอปพลิเคชันตามสถานการณ์การใช้งานและอุปกรณ์ปลายทางที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ตลอดจนความก้าวหน้าล้ำสมัยของเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ภายในงาน MWC Shanghai 2026 ด้วยการผสานการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพระหว่างระบบประมวลผล เครือข่าย ระบบจัดเก็บข้อมูล พลังงาน และซอฟต์แวร์ ควบคู่กับนวัตกรรมด้านสถาปัตยกรรมในระดับระบบ ZTE ได้เปิดโอกาสให้เกิดแรงขับเคลื่อนใหม่ ๆ สำหรับการดำเนินงานด้วยโทเคนอย่างเต็มรูปแบบ

ZTE จัดแสดงขีดความสามารถ AI แบบฟูลสแตกในงาน MWC Shanghai 2026 เสริมศักยภาพสู่ยุคใหม่ของการดำเนินงานด้วยโทเคน
ZTE จัดแสดงขีดความสามารถ AI แบบฟูลสแตกในงาน MWC Shanghai 2026 เสริมศักยภาพสู่ยุคใหม่ของการดำเนินงานด้วยโทเคน

เมื่อ AI Agent ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย จุดเน้นความสำคัญของการแข่งขันในอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากการขยายขนาดกำลังประมวลผลไปสู่ประสิทธิภาพของโทเคน ด้วยการใช้ประโยชน์จากขีดความสามารถ AI แบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ZTE กำลังสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่สมบูรณ์ โดยครอบคลุมตั้งแต่การผลิตโทเคน การให้บริการ และการหมุนเวียนโทเคน เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการเครือข่าย องค์กร และพันธมิตรในอุตสาหกรรม สามารถปลดล็อกคุณค่าของ AI ได้ในระดับขนาดใหญ่

การสร้าง AI Factory ที่ถูกปรับให้มี TCO ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อการผลิตโทเคนที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อต้นทุนยิ่งขึ้น

ประสิทธิภาพของโทเคน คือขีดความสามารถหลักในการแข่งขันของยุคแห่งการอนุมาน (inference) โดย AI Factory ที่มี TCO เหมาะสมที่สุดจึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของโทเคน และสามารถบรรลุถึง "token freedom" หรืออิสระในการใช้งานโทเคนได้สำเร็จ

โดยภายในงาน MWC Shanghai 2026 ทาง ZTE ได้จัดแสดงโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโทเคนและลดต้นทุนต่อโทเคนให้เหลือน้อยที่สุด ผ่านการผสานการทำงานอย่างลึกซึ้งขององค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ SuperPod ระบบอนุมานที่มีความคุ้มค่าด้านต้นทุนอย่างยิ่ง และ AIDC ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงสุด

ด้วยการต่อยอดจากประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน 41 ปี ในด้านการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรมของระบบขนาดใหญ่มหาศาลที่มีความซับซ้อน ZTE ได้เปิดตัวโซลูชัน SuperPod ของบริษัท โดยอาศัยการออกแบบการทำงานร่วมกันของชิปหลายประเภทแบบเปิดกว้าง และสถาปัตยกรรม Orthogonal Electrical eXchange (OEX) ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ทำให้สามารถติดตั้งใช้งานได้แบบ plug-and-play รวมทั้งสามารถจัดสรร ติดตั้ง และเปิดใช้งานทรัพยากรได้อย่างรวดเร็ว โดยตู้แร็กหนึ่งตู้รองรับ GPU ได้ถึง 128 ตัว และสามารถขยายขนาดระบบได้สูงสุดถึง 16,000 ตัว ช่วยวางรากฐานสำหรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูงในการฝึกสอนโมเดลและการอนุมาน

ด้วยการผสานการทำงานระหว่างเครือข่าย ระบบจัดเก็บข้อมูล และระบบประมวลผล รวมถึงการทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ZTE สามารถทำให้การอนุมานมีความคุ้มค่าด้านต้นทุนอย่างยิ่ง โดยอาศัยเครือข่ายแบบ non-blocking ที่ไม่เกิดคอขวด และระบบ Global Server Load Balancing (GSLB) โซลูชันของ ZTE ช่วยให้คลัสเตอร์ประมวลผลที่มี GPU ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นตัว สามารถทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการอนุมานโดยรวมเพิ่มสูงยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ZTE ยังได้พัฒนาโซลูชัน AIDC ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงสุด ซึ่งผสานระบบจ่ายไฟฟ้าแรงดันตรงแรงสูง 800V HVDC ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบฟูลสแตก และการประสานการทำงานอัจฉริยะระหว่างระบบประมวลผลกับระบบไฟฟ้า ทำให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำ

ตั้งแต่การสร้างคลัสเตอร์ประมวลผล การเพิ่มประสิทธิภาพของการอนุมาน ไปจนถึงการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ZTE กำลังผลักดันให้ AI Factory เปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับกำลังประมวลผลเป็นหลัก ไปสู่การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ เพื่อมอบระบบการผลิตโทเคนที่คุ้มค่าด้านต้นทุนและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

พัฒนารากฐานเทคโนโลยี AIOS ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เพื่อการจัดสรรโทเคนอย่างอัจฉริยะยิ่งขึ้นและบริการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ (Closed-Loop Service)

AI factory ช่วยแก้ปัญหาการผลิตโทเคนด้วยต้นทุนต่ำ ขณะที่ AIOS มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรโทเคน การประสานการทำงาน และการส่งมอบบริการในรูปแบบที่พร้อมใช้งาน

ZTE ได้เปิดตัว NewStart AIOS และกำหนดให้เป็น "รากฐานทางเทคโนโลยีในยุค AI" โดย Co-Claw ซึ่งพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ AIOS เป็นแพลตฟอร์ม AI Agent ระดับองค์กร ได้รับการบูรณาการเข้ากับอุปกรณ์ปลายทางของ ZTE อย่างสมบูรณ์ ทำให้บริการ AI สามารถขยายจากการใช้งานในภาคการผลิตไปสู่ชีวิตประจำวัน

สำหรับองค์กร จุดเน้นความสำคัญ คือการยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานสำนักงานและงานวิจัยพัฒนา (R&D) รวมถึงการสนับสนุนการดำเนินงานอัจฉริยะ เพื่อให้กระบวนการทำงานสามารถพัฒนาปรับปรุงตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการตัดสินใจที่มีการป้อนกลับและปรับปรุงตัวเอง

สำหรับบ้าน ZTE ได้เปิดตัวอุปกรณ์ปลายทางนวัตกรรมใหม่ที่มีหน้าจอหลากหลายขนาด ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อสู่บ้านอัจฉริยะที่เชื่อมถึงกันอย่างสมบูรณ์ อุปกรณ์เหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย AI ภายในบ้าน ผู้ช่วยด้านความบันเทิง AI และผู้พิทักษ์ความปลอดภัย AI ที่พร้อมทำงานตลอดเวลาเพื่อมอบรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างเป็นอัจฉริยะ

สำหรับผู้ใช้งานรายบุคคล บริษัทได้เปิดตัวแนวคิดใหม่แบบ AI-native ซึ่งครอบคลุม AI Phone, AI Cloud PC, จอแสดงผลอัจฉริยะ AI, FreeScreen และอุปกรณ์อื่น ๆ ช่วยให้สามารถมอบคำแนะนำที่ปรับตามเฉพาะบุคคล ตอบสนองตามบริบท และสร้างประสบการณ์การโต้ตอบที่สมจริง ครอบคลุมทั้งการเดินทาง การใช้ชีวิต และการทำงาน AI เข้าใจผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น และมอบประสบการณ์อัจฉริยะที่เปี่ยมด้วยความเพลิดเพลินได้ทุกที่ทุกเวลา

ด้วยการอาศัยรากฐานเทคโนโลยี AIOS แพลตฟอร์ม AI Agent Co-Claw และกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ AI ที่ครบถ้วน ZTE ได้เปลี่ยนโทเคนให้กลายเป็นทรัพยากรที่สามารถจัดสรรบริการ นำไปใช้งาน และสร้างรายได้ ส่งผลให้ผู้ให้บริการเครือข่ายและองค์กรต่าง ๆ สามารถพัฒนารูปแบบบริการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบที่ขับเคลื่อนด้วยโทเคน

เครือข่าย AI + ร่วมสร้างอนาคตของการเชื่อมต่อ 6G อัจฉริยะที่แพร่หลายและครอบคลุมทุกแห่ง

เครือข่าย 6G ไม่ได้เป็นเพียงการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีการเชื่อมต่อในแต่ละยุคเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้การหมุนเวียนของโทเคนในยุค AI เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการวิจัยและการกำหนดมาตรฐาน 6G ระดับโลก ZTE มุ่งเน้นที่แนวคิด "AI+" และ "SAGIN" พร้อมเร่งผลักดันการพัฒนา 6G จากขั้นตอนการวิจัยไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์

ในส่วนของ SAGIN นั้น ZTE ได้เปิดตัวโซลูชันเพย์โหลดสำหรับการสื่อสารผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม ซึ่งรองรับสถานการณ์การใช้งานที่หลากหลายภายในสถาปัตยกรรม SAGIN สำหรับ 5G-A และ 6G ช่วยสร้างรากฐานด้านการเชื่อมต่อที่สำคัญยิ่งเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการเปลี่ยนผ่านจาก 5G-A ไปสู่ 6G ได้อย่างราบรื่น

สำหรับการสื่อสารแบบ AI-native นั้น ZTE ได้สาธิตโซลูชัน GigaMIMO และต้นแบบ U6G แบบ 256 TR เครื่องแรกของโลก ภายในโซน 6G ของงานนี้ โดย GigaMIMO ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของ 6G ใช้นวัตกรรมด้านสถาปัตยกรรม การประสานการทำงานของระบบประมวลผล และความก้าวหน้าด้านอัลกอริทึม เพื่อแก้ไขข้อจำกัดสำคัญของเครือข่ายแห่งอนาคตในด้านความจุ การครอบคลุม และประสิทธิภาพการใช้คลื่นความถี่ได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ช่วยเร่งการนำ 6G ไปใช้งานและพัฒนาการของอุตสาหกรรมดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้วยการใช้ขีดความสามารถ AI-native เป็นศูนย์กลาง ZTE ได้ผลักดันการบูรณาการ AI เข้ากับเครือข่ายที่มีอยู่ในปัจจุบันในเชิงลึก ผ่านการยกระดับสถาปัตยกรรมและนวัตกรรมในสถานการณ์การใช้งานที่สำคัญ เพื่อสร้างเครือข่ายการสื่อสารในยุคถัดไป

ทั้งนี้ โซลูชัน AIR MAX ได้ยกระดับสถาปัตยกรรมเครือข่ายอย่างครอบคลุม โดยมี AI เป็นหัวใจหลัก พร้อมมอบระบบขีดความสามารถแบบสามชั้นที่ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน AI-native การดำเนินงานอัตโนมัติ และกลไกการสร้างรายได้ ซึ่งร่วมกันช่วยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถยกระดับขีดความสามารถ เปลี่ยนโฉมการให้บริการ เปลี่ยนผ่านรูปแบบการดำเนินงาน และปรับโครงสร้างระบบนิเวศให้เหมาะสมกับยุค AI

โซลูชัน AI HI-NET มอบขีดความสามารถสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ AI-native ความเร็วสูงพิเศษและการรับส่งข้อมูลแบบไม่เกิดการสูญหาย และความปลอดภัยโดยเนื้อแท้ เพื่อวางรากฐานเครือข่ายที่มั่นคงแข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเข้าถึงการประมวลผลอัจฉริยะได้อย่างแพร่หลายทุกหนทุกแห่ง การเชื่อมต่อพื้นที่กว้างแบบไม่สูญเสียข้อมูล และการบูรณาการระหว่างการประมวลผล เครือข่าย ความปลอดภัย และบริการไว้ด้วยกัน

โซลูชัน 10G AI-Optical Network ได้ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายในบ้าน วิทยาเขต ธุรกิจขนาดเล็ก และสถานการณ์การใช้งานสำคัญอื่น ๆ ช่วยปลดล็อกคุณค่าของเมืองโครงข่ายใยแก้วนำแสงแบบครบวงจรให้สูงยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ZTE ยังคงเดินหน้าส่งเสริมการประยุกต์ใช้งานในสถานการณ์สำคัญผ่านนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น บริการโทรศัพท์รูปแบบใหม่ที่มาพร้อมผู้ช่วย AI บริการเครือข่ายมือถือระดับ "first-class" เทคโนโลยี ISAC สำหรับเศรษฐกิจระดับความสูงต่ำ (low-altitude economy) และเครือข่ายอัตโนมัติระดับสูง โดยความพยายามเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างรากฐานการเชื่อมต่อที่มีความชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้นสำหรับยุค AI

ตั้งแต่ AI Factory ไปจนถึง AIOS แพลตฟอร์ม AI Agent และเครือข่ายแห่งอนาคต ZTE ได้สาธิตระบบขีดความสามารถแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางภายในงาน MWC Shanghai 2026 โดยระบบดังกล่าวครอบคลุมการผลิต การจัดสรร และการหมุนเวียนของโทเคน พร้อมบูรณาการระบบประมวลผล เครือข่าย อุปกรณ์ปลายทาง และ AI Agent เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเร่งผลักดัน AI จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปสู่การนำไปใช้งานในวงกว้าง

อุตสาหกรรม AI กำลังเร่งก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการอนุมาน ซึ่งโทเคนได้กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการสร้างคุณค่าที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับในอนาคตข้างหน้า ZTE จะทำงานร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศ AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เข้าถึงได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น และมีความยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมร่วมกันผลักดันให้ AI ถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อปลดล็อกแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ ๆ ให้แก่ยุค AI

สำหรับข้อสอบถามสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ:
ZTE Corporation
ฝ่ายสื่อสาร
อีเมล: ZTE.press.release@zte.com.cn 

 


ที่มา : ซิชั่น พีอาร์ นิวส์ไวร์ - ZTE จัดแสดงขีดความสามารถ AI แบบฟูลสแตกในงาน MWC Shanghai 2026 เสริมศักยภาพสู่ยุคใหม่ของการดำเนินงานด้วยโทเคน http://www.prnasia.com/asia-story/archive/4993010_TH93010_10