ยางรั่ว ยางระเบิดกลางทาง ควรรับมืออย่างไรให้ปลอดภัย
สถานการณ์ “ยางรั่ว” หรือ “ยางระเบิด” ขณะขับขี่ เป็นหนึ่งในเหตุฉุกเฉินที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดสำหรับผู้ใช้รถทุกคน เพราะอาจทำให้รถเสียการควบคุมและนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ทันที ใครที่กำลังกังวลกับปัญหาเหล่านี้ วันนี้ เราจะมาสรุปทุกข้อมูลที่ผู้ขับขี่ต้องรู้ ตั้งแต่สาเหตุ อาการเตือน ไปจนถึงขั้นตอนรับมือเพื่อพารถเข้าสู่จุดปลอดภัย
3 สาเหตุและอาการเตือนอันตรายที่ทำให้ยางแตก
การแตกหรือระเบิดของยางรถยนต์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ มักจะมีปัจจัยเสี่ยงที่สะสมอยู่และมีสัญญาณเตือนบางอย่างก่อนหน้าเสมอ การรู้สาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้คุณลดโอกาสการเกิดเหตุได้อย่างมาก
- แรงดันลมยางไม่ถูกต้อง
- ลมยางอ่อนเกินไป คือสาเหตุอันดับหนึ่งของยางระเบิด เพราะเมื่อลมยางต่ำ แก้มยางจะเกิดการบิดตัวและเสียดสีอย่างรุนแรงขณะวิ่งด้วยความเร็ว ทำให้เกิดความร้อนสะสมสูงเกินกว่าที่เนื้อยางจะทนได้จนโครงสร้างภายในพังทลาย
- ลมยางแข็งเกินไป ทำให้หน้ายางสัมผัสพื้นน้อยลง และขาดความยืดหยุ่น เมื่อเจอกับแรงกระแทกอย่างแรงจากวัตถุหรือหลุมบ่อ อาจทำให้ยางแตกได้ง่ายกว่าปกติ
- ยางเสื่อมสภาพและหมดอายุการใช้งาน : ยางที่ใช้งานมานานเกินกว่า 5 ปี หรือมีดอกยางสึกหรอจนถึงสะพานยาง จะมีความยืดหยุ่นต่ำ เนื้อยางแข็งกระด้าง มีรอยแตกลายงาที่แก้มยาง ซึ่งทำให้โครงสร้างภายในอ่อนแอ ไม่สามารถรับแรงบิดและแรงกระแทกได้ดีเหมือนเดิม
- การกระแทกอย่างรุนแรง : การขับรถตกหลุมขนาดใหญ่ การปีนขอบทางฟุตปาธอย่างรวดเร็ว หรือการเหยียบวัตถุมีคมขนาดใหญ่โดยไม่ตั้งใจ ล้วนแต่ทำให้โครงสร้างชั้นในของยางเสียหายอย่างเฉียบพลัน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ยางระเบิดได้ในภายหลังเมื่อเกิดความร้อน
อาการของรถยางแตก (รถสั่นรุนแรง พวงมาลัยดึง หรือเสียงดัง)
เมื่อยางแตกหรือรั่วซึมอย่างรวดเร็วขณะขับขี่ คุณจะรับรู้ได้ทันทีผ่านอาการเหล่านี้
- เสียงดังสนั่น : อาจเป็นเสียงคล้ายระเบิด “ปั้ง!” หรือเสียงลมรั่ว “ฟู่” หากยางรั่วอย่างช้า ๆ
- พวงมาลัยดึงอย่างรุนแรง : หากยางที่แตกคือล้อหน้า พวงมาลัยจะถูกดึงไปทิศทางของยางที่แตกอย่างรวดเร็ว ทำให้ควบคุมรถได้ยาก
- รถเสียสมดุล/สั่นรุนแรง : ตัวรถจะเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและควบคุมทิศทางได้ยากขึ้น โดยเฉพาะที่ความเร็วสูง
4 ขั้นตอนรับมือให้รอดปลอดภัย เมื่อยางระเบิด/รั่วขณะขับขี่
เมื่อเกิดเหตุการณ์ยางระเบิด สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนเหล่านี้อย่างใจเย็นและแม่นยำ
1. ตั้งสติให้มั่นและควบคุมพวงมาลัย
ทันทีที่ได้ยินเสียงหรือรู้สึกว่ารถเสียการทรงตัว ห้ามตกใจและห้ามเหยียบเบรกแรง สิ่งแรกคือการตั้งสติ จับพวงมาลัยด้วยมือทั้งสองข้างให้แน่นที่สุด และใช้แรงต้านการดึงของพวงมาลัยเพื่อรักษาทิศทางรถให้อยู่ในเลนเดิมให้ได้มากที่สุด
2. ถอนคันเร่งให้ความเร็วลดลง
ให้ค่อย ๆ ถอนเท้าออกจากคันเร่งอย่างช้าที่สุด เพื่อให้รถเริ่มชะลอความเร็วลงตามธรรมชาติ (Engine Braking) หากคุณขับรถเกียร์อัตโนมัติ ให้ค่อย ๆ ปล่อยคันเร่งจนความเร็วลดต่ำลง โดยห้ามเปลี่ยนเกียร์ไปตำแหน่ง N (เกียร์ว่าง) หรือเหยียบเบรกโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้รถลอยตัวและควบคุมได้ยากขึ้นทันที
3. แตะเบรกเบา ๆ เพื่อประคองรถ
รอจนกว่ารถจะชะลอความเร็วลงเหลือประมาณ 50–60 กม./ชม. จึงค่อยเริ่มใช้เท้าแตะเบรก อย่างเบาและสลับเป็นจังหวะ เพื่อให้รถค่อย ๆ ลดความเร็วลงอย่างมั่นคง ห้ามเหยียบเบรกจนสุดหรือดึงเบรกมืออย่างรุนแรงเด็ดขาด เพราะจะทำให้รถเสียหลักและหมุนได้
4. เปิดไฟฉุกเฉินและหาจุดจอดที่ปลอดภัย
เมื่อความเร็วรถลดลงจนคุณสามารถประคองรถได้ ให้เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินทันที จากนั้นมองหาไหล่ทางหรือจุดจอดที่ปลอดภัย พยายามบังคับรถเข้าจอดให้ห่างจากช่องจราจรมากที่สุด แม้จะต้องขับบนขอบล้อเพื่อหาจุดปลอดภัยก็ตาม เมื่อจอดสนิทแล้วให้ดับเครื่องยนต์และดึงเบรกมือเพื่อขอความช่วยเหลือ
การรับมือกับเหตุการณ์ยางระเบิดหรือยางรั่วอย่างมีสติจะช่วยให้คุณและผู้โดยสารปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข การตรวจสอบสภาพยางรถยนต์และแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หากคุณกำลังมองหายางเส้นใหม่ที่ให้ความมั่นใจในทุกการขับขี่ NEXEN TIRE คือแบรนด์ยางสัญชาติเกาหลีที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่ชาวไทยได้เป็นอย่างดี
NEXEN TIRE พร้อมให้คุณเลือกเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่ร้านยางชั้นนำทั่วประเทศ ศูนย์บริการ B–Quik และ MMS ทุกสาขา รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่าง Shopee Lazada และ TikTok Shop
พิเศษ! โปรโมชั่นรับประกันยางบาด บวม แตก ภายใน 1 ปี หรือ 25,000 กิโลเมตร เมื่อซื้อยาง 4 เส้น / ใบเสร็จ เมื่อลงทะเบียนภายใน 14 วัน สอบถามเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊ก NEXEN TIRE THAILAND
ที่มา : บริษัท เอเชียไทร์เวนเจอร์ จำกัด
โพสต์ : พีอาร์ นิวส์ ไทยแลนด์
เผยแพร่ : พีอาร์ นิวส์ ไทยแลนด์
แสดงความเห็น